พุทธบุตร
: จาก
"เนื้อนาบุญ"
สู่ "ลูกไล่"
ในการเมืองพม่า
มีคำกล่าวว่า
หากไปประเทศพม่า
ไม่พูดเรื่องการเมืองก็จะเป็นการดีที่สุด
อาจเป็นคำกล่าวที่ชวนวังเวง
แต่ก็มีมูลจริง
อันที่จริง
ชาวพม่ามักรู้กาลเทศะที่จะพูดเรื่องการเมือง
เพราะรัฐบาลคุมเข้ม
โดยจัดตั้งกลุ่มมวลชน
ที่เรียก จั้งข่ายเย
(Ed"h-6b'Ngit)
แปลว่า “ความแข็งแกร่ง”
เป็นกลุ่มพลังด้านความมั่นคง
ทำหน้าที่คอยเป็นกระบอกเสียงหรือเป็นไม้เท้าให้กับรัฐ
จั้งข่ายเยจึงเป็นดุจม่านหมอกให้การเมืองเป็นเรื่องไกลตัวประชาชน
การเมืองที่คนพม่ารับรู้จึงเลือนลาง
จนง่ายที่จะปลุกปั่นให้เกิดข่าวลือ
ธรรมชาติของข่าวลือนั้น
แหล่งข่าวย่อมไม่ต้องประกาศความรับผิดชอบ
แต่ถ้าจะให้เดาในกรณีพม่า
ก็จะเหมารวมว่ามาจากกลุ่มอำนาจในสังคมพม่านั่นเอง
กลุ่มอำนาจที่มีตัวตนและมีโอกาสชี้ชะตาการเมืองในพม่านั้น
มี ๓ กลุ่ม
ชาวพม่าเรียกโดยรวมว่า
ตาโตงตา (lktl6"tlkt)
แปลว่า “ตรีบุตร” คำว่า ตา (lkt)
นั้น แปลว่า “บุตร” แต่อาจหมายถึง
“ชาว,
ชน,คน”
ก็ได้ ส่วน โตง
(l6"t)
แปลว่า “สาม” ตรีบุตรในที่นี้หมายถึง
พระสงฆ์ (46iktlkt- พยาตา)
ทหาร (00Nlkt -ซิจ์ตา)
และนักศึกษา (gdyk'Ntlkt-จองตา)
เนื่องจากบุตรเหล่านี้ต่างเป็นบุรุษเพศตามรูปศัพท์
จึงดูเหมือนสตรีจะไร้อำนาจชี้ชะตาประเทศในวิธีคิดแบบพม่า
พยา (46ikt)
ในคำ พยาตา
แปลว่า “พระพุทธเจ้า”
พยาตาจึงหมายถึง
“พุทธบุตร” ซึ่งก็คือ
พระสงฆ์
ชาวพม่านับถือพระสงฆ์เป็นที่สุด
ความศรัทธานั้นหาใช่เพราะพระสงฆ์จะเป็นที่พึ่งทางการเมืองได้
ทว่ารัฐถือว่าพระสงฆ์ควรสนใจเฉพาะศาสนกิจ
และวัดก็เหมือนโรงเรียนกินนอน
พระสงฆ์จึงอยู่ในสายตาการควบคุมของคณะสงฆ์ผู้ปกครอง
ซึ่งอำนาจรัฐเข้าถึงได้โดยตรง
ในพจนานุกรมพม่าไม่ได้ตั้งศัพท์
พยาตา
(พุทธบุตร)
ไว้
อาจเป็นเพราะคำนี้ชาวบ้านมักใช้ด้วยนัยยะทางการเมืองให้เคียงคู่กับซิจ์ตา
ซึ่งหมายถึงทหาร
คำว่าพระสงฆ์
โดยทั่วไปจะเรียกว่า
โพงจี (46oNtEdut)
แปลโดยศัพท์
คือ “ผู้มีบุญใหญ่”
ฉะนั้นจึงอย่าเผลอเรียกพระสงฆ์ว่าพยาตากับผู้ไม่คุ้นเคยเป็นอันขาด
เพราะอาจถูกมองด้วยสีหน้าฉงนจนพูดไม่ออก
ด้วยพระสงฆ์นั้นเป็นเนื้อนาบุญ
ซิจ์
(00N)
ในคำ ซิจ์ตา
แปลว่า “ศึก,สงคราม” ซิจ์ตาจึงแปลว่า
”นักรบ”
ในสังคมพม่านั้น
ทหารเป็นอาชีพสำหรับผู้นำทางการเมืองมานาน
จึงแยกทหารออกจากการเมืองได้ยาก
สังคมทหารพม่าเป็นสังคมมีวินัย
เด็ดขาด
ผูกขาดความรักชาติ
และปรนนิบัติพระศาสนา
แม้อำนาจของทหารพม่าจะถูกท้าทายมาตลอด
แต่ก็มีพลังตอบโต้รุนแรง
จนแม้แต่พระสงฆ์ที่ทหารให้ความเคารพนับถือก็ไม่อาจส่งอิทธิพลต่อรองอำนาจฝ่ายทหารได้มากนัก
จอง (gdyk'Nt) ในคำ
จองตา นั้น
หมายถึง “โรงเรียน” จองตา
ในที่นี้
มักกินความเฉพาะนักศึกษามหาวิทยาลัย
ในทางการเมือง
นักศึกษาพม่าเป็นพลังบริสุทธิ์ที่ยากจะเป็นตัวของตัวเอง
อีกทั้งส่วนมากเป็นสมาชิกจั้งข่ายเยของรัฐบาล
ไม่ต่างกับพนักงานของรัฐทั่วไป
ส่วนที่สนใจการเมืองก็ไม่มีเวทีแสดงชัดเจน
ทั้งมีความเคารพเกรงใจครูบาอาจารย์
ซึ่งเป็นพนักงานของรัฐ
และเป็นสมาชิกจั้งข่ายเยโดยอัตโนมัติ
นักศึกษาพม่าจึงเป็นเพียงลูกไล่ของรัฐ
ลูกรักของพ่อแม่
และศิษย์ดีของอาจารย์
ในบรรดาขั้วอำนาจทั้ง
๓ ขั้วนั้น
ทหารดูจะกดทับอยู่ด้านบน
เป็นฝ่ายปรามมิให้พระสงฆ์และนักศึกษาเคลื่อนไหวทางการเมือง
โดยมีจั้งข่ายเยที่ภักดีต่อรัฐเป็นหูเป็นตา
หากเกิดปัญหาเคลื่อนไหวทางการเมือง
เจ้าอาวาสวัดและอธิการบดีต้องรับผิดชอบ
หากดูแลกันไม่ไหว
ทหารจะเข้ามาควบคุม
ทางออกที่จะเลี่ยงความรุนแรงได้คือนักศึกษาและพระสงฆ์จะถูกส่งคืนบ้านเกิดให้ไปอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองหรือเจ้าสำนักนอกพื้นที่เคลื่อนไหวทางการเมือง
ในการขัดขืนต่ออำนาจรัฐนั้น
หากถึงที่สุดเกินที่จะประนี-ประนอมกันได้
รัฐก็จะเข้าปราบปรามขั้นเด็ดขาด
เพื่อไม่ให้เรื่องบานปลาย
ฉะนั้นหากไม่ถูกฆ่า
ถูกเก็บตัว
หรือถูกจองจำ
ก็ต้องหนีออกนอกประเทศ
จากนั้น
รัฐจะเกณฑ์กลุ่มจั้งข่ายเยทั่วประเทศทยอยกันออกมาแสดงพลังและประณามฝ่ายต่อต้านรัฐ
ส่วนนานาชาติก็จะออกโรงแสดงท่าทีกดดันหรือประณามรัฐบาลพม่า
เป็นเช่นนี้ระยะหนึ่ง
ทุกอย่างก็กลับสู่สภาพปกติ
เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ
จนคาดคะเนได้ไม่ยากนัก
ประเทศพม่านั้นเป็นรัฐ-ชาติที่พยายามคงความแข็งแกร่ง
จนยากที่อำนาจเหนือรัฐจะกดดันได้
ทั้งนี้เพราะพม่าเป็นยุทธศาสตร์และผลประโยชน์ของหลายประเทศ
และพม่าก็ไม่เปิดประเทศเต็มประตูให้กับอำนาจทุนและวัฒนธรรมจากภายนอก
ปล่อยให้การต่อสู้ใน
“เชิงอุดมการณ์”
เพื่อยื้ออำนาจรัฐดำรงอยู่ใต้การปลุกปั่นของรัฐต่อไป
ในการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ทางการเมืองในพม่านั้น
ถูกกำหนดให้มีผู้แสดง
๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายที่รัฐบาลพม่าจัดตั้ง
ซึ่งเรียกว่า
จั้งข่ายเย
ดังกล่าวแล้ว
ฝ่ายแรกนี้ถือเป็น
“ผู้รักชาติ” ที่ยึดถือ “อุดมการณ์สหภาพ”
ซึ่งรัฐชูธงมาตลอด
อีกฝ่ายหนึ่งนั้น
รัฐบอกว่าได้รับการหนุนหลังจากโลกเสรีประชาธิปไตย
อันได้แก่
กลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตย
และชนกลุ่มน้อยที่เรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเอง
ฝ่ายหลังนี้
อาจประกาศตนเป็น
“เสรีชน” ที่ยึดถือ “อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย”
แต่รัฐกลับเหมารวมว่าเป็น
”ศัตรูของชาติ”
ที่ต้องการ
“แย่งชิงอำนาจรัฐ”
โดยเข้าแทรกซึมอยู่ในหมู่พระสงฆ์และนักศึกษา
เพื่อรอจังหวะก่อกวนความสงบในประเทศ
เหตุการณ์พระสงฆ์ถูกปราบนั้น
ชาวพม่าอาจต้องตีความให้ดี
เพราะภาพเก่าที่พระเคยประท้วงเจ้าอาณานิคมด้วยวิธีอหิงสาอย่างอูวิสาระนั้น
เป็นเพียงภาพอุดมคติที่รัฐ
”สร้าง” ขึ้นใช้ต้านอำนาจต่างชาติ
แต่ครานี้
ฝ่ายต่อต้านกลับใช้อุดมคตินี้ก่อตัวกดดันรัฐแบบหักหน้า
จึงเข้าทางรัฐที่ต้องการให้ขบวนการสงฆ์ที่ซุ่มเงียบได้ผลุดตัวและกลายเป็นลูกไล่ของรัฐชนิดไม่ต่างจากขบวนการนักศึกษา
วิรัช
นิยมธรรม