ราชาธิราชยุทธนาฉบับพม่า

ตอนสมิงพระรามอาสา กับตรรกะผนวกรวมมอญในพม่า

 

งานประพันธ์ด้านยุทธนาการเฉลิมพระเกียรติ (vgitg9kNx6") ของพม่านั้น มีอยู่ ๕-๖ ฉบับ แต่ ราชาธิราชยุทธนา (ik=kTbik=Nvgitg9kNx6") เป็นงานประพันธ์ที่เก่าแก่ที่สุด พม่าเห็นค่าของราชาธิราชยุทธนาไม่เพียงเพราะพงศาวดารพม่ากล่าวถึงกษัตริย์มอญพระองค์นี้ไว้พอควร แต่ยังอาศัยตีความถึงภาวะไร้ผู้นำที่เด็ดเดี่ยว และเป็นบทเรียนร้าวฉานระหว่างพม่า-มอญ ที่มิควรเกิดให้ต้องกินแหนงแคลงใจระหว่างชนชาติ

อันที่จริงเรื่องราวของพระเจ้าราชาธิราชในเอกสารพม่านั้น ปรากฏทั้งในรูปพงศาวดารและวรรณกรรม ในพงศาวดารนั้นพบทั้งในพงศาวดารพม่าฉบับอูกะลา (Ftd6]kt,skik=;'NEdut) ซึ่งเขียนในสมัยพระอาทิตยราชา (9o8§gO:,'Nt  : ค.ศ.๑๗๑๔-๑๗๓๓) และพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว (,aoNooNt,skik=;'Ng9kNEdut) ซึ่งเริ่มเขียนในสมัยพระเจ้าบะจีด่อ(4Edutg9kN46ikt) ในปี ค.ศ. ๑๘๒๙ และชำระเรื่อยมาจนสมัยพระเจ้ามินดง(,'Nt96oNt,'Nt) เนื้อความตอนราชาธิราชของทั้งสองฉบับนั้นถือได้ว่าไม่ต่างกัน ส่วนในภาคที่เป็นวรรณกรรมนั้น เคยมีการแปลจากต้นฉบับภาษามอญเป็นภาษาพม่าครั้งแรก โดยพญาทละ (v,9NWdutrPktm]) เสนาบดีเชื้อสายมอญที่ชำนาญทั้งการศึกและวรรณศิลป์ในราชสำนักของพระเจ้าบุเรงนอง(ค.ศ. ๑๕๕๑-๑๕๘๑) พงศาวดารพม่าทั้งฉบับอูกะลาและฉบับหอแก้วต่างก็อ้างอิงงานแปลของพญาทละทั้งสิ้น ส่วนวรรณกรรมราชาธิราชอีกฉบับหนึ่งนั้น เพิ่งมีการแปลและตีพิมพ์ขึ้นใหม่ในสมัยรัฐบาลสังคมนิยมของนายพลเนวิน ผู้แปล คือ นายปันหละ(O6b'NxoNt]a) นักวิชาการพม่าเชื้อสายมอญเช่นเดียวกับพญาทละ จากนั้นราชาธิราชยุทธนาก็ได้รับความสนใจอีกครั้ง

นายปันหละได้ต้นฉบับภาษามอญมาจากวัดมอญที่ปากลัด ในประเทศไทยตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๕๓ เอกสารฉบับนี้ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๑๐ พม่าให้ชื่อว่า หนังสือพงศาวดารเมืองสะเทิม-หงสาวดี (l56"3s"lk;9uik=;'N0kv6xN)  เนื้อความว่าด้วยเรื่องมอญนับจากเรื่องมะกะโทแห่งเมาะตะมะ (เริ่ม ค.ศ. ๑๒๘๗) จนถึงสมัยพระเจ้าราชาธิราชแห่งหงสาวดี (ค.ศ. ๑๓๘๓–๑๔๒๐) นายปันหละได้นำมาเสริมเชิงอรรถและตีพิมพ์ตามต้นฉบับภาษามอญ โดย Burma Research Society เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๕๘ แต่ด้วยเนื้อความมีความพิสดารไปจากฉบับพญาทละและพงศาวดารพม่า จึงอยู่ในความสนใจในหมู่นักประวัติศาสตร์พม่า ภายหลังนายปันหละจึงได้แปลราชาธิราชฉบับปากลัดนี้ขึ้นเป็นภาษาพม่า โดยใช้ชื่อว่า คำประพันธ์ราชาธิราชยุทธนา (ik=kTbik=Nvgitg9kNx6"dy,Nt) โดยใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า The Struggle of Rajadhiraj  และได้รับการเผยแพร่อย่างกว้างขวางในปี ค.ศ. ๑๙๗๖-๗๗ ภายหลังนายปันหละยังได้เสนอผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขอรับปริญญาระดับดุษฎีบัณฑิตจาก Pacific Western University (L.A.) ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๙๑ จากนั้นก็ได้มีการตีพิมพ์ซ้ำอีกอย่างน้อย ๓ ครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๙๗  เป็นต้นมา

อันที่จริง ราชาธิราชฉบับนายปันหละที่นำต้นฉบับมอญมาจากปากลัดมาแปลนั้น ก็น่าจะเป็นฉบับเดียวกันกับราชาธิราชฉบับภาษาไทยของเจ้าพระยาพระคลัง(หน) และต่างก็มีรสอย่างวรรณกรรมมากกว่าจะถือเป็นพงศาวดาร อย่างไรก็ตามสำนวนแปลของนายปันหละกับเจ้าพระยาพระคลัง(หน)นั้นมีความแตกต่าง เพราะนายปันหละแปลพร้อมกับเพิ่มเชิงอรรถแบบงานวิชาการและเน้นการคงสำนวนต้นฉบับ ในขณะที่ฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง(หน)นั้นแฝงด้วยอรรถรสทางภาษา พร้อมกับแทรกคำวิพากษ์ให้ผู้อ่านชมยุทธนาการระหว่างมอญกับพม่าอย่างสนุก ที่ต่างชัดอีกข้อหนึ่ง คือ ฉบับของนายปันหละนั้นจบลงแค่สิ้นสมัยพระเจ้าราชาธิราช ในขณะที่ฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน)ดำเนินเรื่องไปจนถึงสมัยตะละนางพระยาเท้า หรือ พระนางฉี่งซอบุ(ia'Ng0kx6) ในเอกสารพม่า แล้วสิ้นในสมัยพระเจ้ามหาปิฎกธร หรือที่พม่ารู้จักในพระนาม พระเจ้าธรรมเจดีย์ (T,Ág09u) นอกจากนี้ ราชาธิราชฉบับนายปันหละยังมีความแตกต่างจากฉบับพญาทละในประเด็นสำคัญบางจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นเรื่องเวลาสวรรคต ฉบับพญาทละระบุว่าพระจ้าฝรั่งมังฆ้องสวรรคตก่อนพระเจ้าราชาธิราช ในขณะที่ฉบับวรรณกรรมของนายปันหละกล่าวว่าพระเจ้าราชาธิราชสวรรคตก่อนพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง ซึ่งตรงกับฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง(หน)

สงครามพม่า-มอญในสมัยราชาธิราชนั้น นอกจากจะปรากฏอยู่ในพงศาวดารพม่าและถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เมียนมาแล้ว กระทรวงศึกษาธิการพม่ายังได้นำความบางตอนมาบรรจุไว้ในแบบเรียนสำหรับชั้นประถมศึกษา กล่าวคือ ในแบบเรียนอ่านประวัติศาสตร์เมียนมา สำหรับชั้นประถม ๓ ได้กล่าวถึง ขุนศึกมอญ (,:oNl^icgdk'Nt) ๒ นาย ได้แก่ สมิงพระราม (l,boNxi,Nt) ในตอนอาสาพระเจ้าฝรั่งมังฆ้อง (46i'N,'Ntg-j') ต่อสู้ตัวต่อตัวกับขุนศึกจีนนามว่า กามะนี (8j,Iu) (หน้า ๒๗-๒๘) และอุบากอง (fxjgdk'Nt) ในตอนมังรายกะยอฉะวา (,'NticgdykN0:k) ขอดูตัวอุบากองด้วยความชื่นชม (หน้า ๒๙-๓๐) และในแบบเรียนอ่านประวัติศาสตร์เมียนมา สำหรับชั้นประถม ๕ ได้กล่าวถึงพระนางฉิ่งซอบุ (หน้า ๒๗-๒๘) ในภาพของยอดกษัตรีย์ผู้มีศรัทธามั่นในพุทธศาสนา

สำหรับเรื่องราวของสมิงพระรามตอนอาสาพม่าสู้ศึกจีนในแบบเรียนพม่านั้น เป็นเนื้อความที่ย่อมาจากพงศาวดารพม่าฉบับอูกะลา ฉบับหอแก้ว และวรรณกรรมแปลฉบับพญาทละ แต่ต่างไปจากฉบับของนายปันหละซึ่งแปลขึ้นภายหลัง โดยเฉพาะบทคิดคำนึงของสมิงพระรามถึงเหตุผลที่จำต้องช่วยพม่าสู้ศึกจีนเพื่อมิให้จีนล่วงถึงแผ่นดินหงสาวดีนั้น ไม่พบในราชาธิราชสำนวนอื่น แต่ปรากฏในฉบับนายปันหละ นักเขียนแนวชาตินิยมพม่าถือว่าความคิดใคร่ครวญของสมิงพระรามครานั้นจัดเป็น “วรรคทอง” สำหรับประวัติศาสตร์เมียนมา เพราะสนองความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวระหว่างมอญ-พม่า และถือว่าศึกจีนเป็นภัยต่างชาติที่มีต่อแผ่นดินพม่า-มอญ ความตอนนั้น คือ ...

“ อังวะเล่าเป็นต้นทางสู่พะโค อังวะจึงดุจประตูแห่งหงสาวดี เวลานี้ กษัตริย์จีนยกทัพลงมาก็ด้วยประสงค์จะชมขุนศึกสองฝ่ายกระทำอัศวยุทธ์ หากมิมีผู้ใดหาญกล้าออกสู้กามะนี ก็ใช่ว่าจะสมความปรารถนาไม่ เมื่อมีชัยต่ออังวะ ก็น่าจะยกทัพล่วงถึงหงสาวดี ตัวข้านี้ถูกจองจำมานานนัก หากอังวะสิ้น ข้าก็คงไม่อาจคืนสู่หงสาวดี ศึกครั้งนี้ข้าจึงควรอาสา เพื่อมิให้จีนยกทัพลงถึงหงสาฯ  ”

หากเทียบสำนวนแปลของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)  จะพบความเป็นเนื้อเดียวที่ต่างเพียงสำนวนภาษา ดังนี้ ...

“ กรุงอังวะนี้เป็นต้นทางอุปมาดังหน้าด่านกรุงหงสาวดี พระเจ้ากรุงจีนยกทัพมาครั้งนี้ก็มีความปรารถนาจะใคร่ดูทแกล้วทหารอันมีฝีมือขี่ม้ารำเพลงทวนสู้กันตัวต่อตัว ถ้าไม่มีผู้ใดสู้รบ ถึงจะได้เมืองอังวะแล้วก็ไม่สิ้นความปรารถนาแต่เพียงนี้ เห็นศึกจีนจะกำเริบยกล่วงเลยลงไปติดกรุงหงสาวดีด้วยเป็นมั่นคง ตัวเราเล่าก็ต้องจองจำตรากตรำอยู่ ถ้าเสียกรุงอังวะแล้วจะหมายใจว่าจะรอดคืนไปเมืองหงสาวดีได้ก็ใช่ที่ จำเราจะรับอาสาตัดศึกเสียจึงจะชอบ อย่าให้ศึกจีนยกลงไปติดกรุงหงสาวดีได้ ”

ในส่วนต้นของหนังสือราชาธิราชยุทธนาที่แปลโดยนายปันหละนั้น มีคำนิยมทั้งจากนักประวัติศาสตร์ นักวรรณกรรม และนักเขียนนวนิยาย แต่ที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ คำนิยมของนักเขียนนวนิยาย ชื่อว่า ขี่งนีงยุ(-'NOa'Ntp6) นักเขียนผู้นี้มีชื่อเสียงโดดเด่นผู้หนึ่ง ในคำนิยมของเธอนั้นสนับสนุนการสลายสำนึกทางเชื้อชาติให้บางเบา และเธออ้างความครวญคิดข้างต้นของสมิงพระราม ว่าสามารถยืนยันสำนึกแห่งสหภาพของชาวเมียนมา ทำให้ภาพของจีนกลายเป็นศัตรูร่วมของมอญกับพม่า ที่ต่างกลับกลายเป็นมหามิตร ผลงานแปลของนายปันหละจึงเท่ากับหนุนให้มอญจำนนต่ออุดมการณ์แห่งเอกภาพของรัฐพม่านับแต่ได้รับเอกราช

ขอย้อนมาพิจารณานายปันหละผู้แปลงานชิ้นนี้ นายปันหละเคยรับราชการเป็นนักโบราณคดีในกระทรวงวัฒนธรรมมานานกว่า ๓๐ ปี (ค.ศ. ๑๙๕๓–๑๙๘๖) และได้รับการยกย่องจากวงวิชาการพม่าว่าเป็นนักวิชาการผู้หนึ่งที่ไม่ยึดติดอยู่กับความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ ซ้ำยังนำเสนอผลงานที่สะท้อนการยอมรับในความเสื่อมสลายและการแปรเปลี่ยนทางเชื้อชาติ นายปันหละดูจะสนับสนุนแนวคิดว่ามอญนั้นเคยเกี่ยวพันกลืนกลายชนชาตินิกริโต ซึ่งเชื่อว่าเป็นชนพื้นเมืองดังเดิมที่เคยอยู่ในรามัญเทสะมาก่อนที่ชนชาติมอญจะแพร่เข้ามา และยอมรับว่ามอญยังเคยผสมกลมกลืนกับชนชาติแขกจากอินเดียโบราณ ดังที่เขามักอ้างฉายานามของพระเจ้าแผ่นดินมอญว่าเป็นภาษาแขกอินเดีย นายปันหละในฐานะข้าราชการของรัฐจึงได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาอารยธรรมมอญซึ่งเป็นชนส่วนน้อยในสหภาพพม่าในยุคของการสร้างชาติหลังสมัยอาณานิคม โดยได้ชี้อุทาหรณ์ของการล่มสลายของชนชาติพยูทางด้านภาษาและวัฒนธรรม ที่เชื่อกันว่าสาบสูญไปก่อนที่อาณาจักรพุกามจะรุ่งโรจน์ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ ด้วยเหตุดังกล่าว ชนชาติมอญในปัจจุบันจึงถูกทำให้ตกอยู่ในตรรกะเดียวกับชนชาติพยูเมื่อราวหนึ่งพันปีก่อน นั่นคือ มอญอาจกำลังหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และการกลืนกลายหายสูญทางเชื้อชาตินั้นเป็นกฎธรรมชาติที่ผู้ไม่ยึดติดควรยอมรับ ดังนั้นผลงานทางวิชาการของนายปันหละจึงเป็นประโยชน์ต่อรัฐพม่า ที่ปรารถนาความเป็นเอกภาพนับแต่อังกฤษคืนเอกราชให้พม่าพร้อมกับทิ้งปัญหาทางเชื้อชาติ

การแปลราชาธิราชจากต้นฉบับภาษามอญของนายปันหละนั้น นอกจากจะได้รับการตอบรับจากสังคมนักอ่านพม่าเป็นอย่างสูงแล้ว ยังส่งผลดีต่อรัฐพม่า เพราะเป็นการแปลงโฉมวรรณกรรมมอญอีกฉบับหนึ่งซึ่งแพร่หลายอย่างจำกัดให้เป็นวรรณกรรมพม่าที่สามารถเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้าง แต่ภาษาคืออำนาจรัฐอย่างหนึ่ง ฉะนั้นภาษาพม่าจึงประดุจเปลือกหุ้มสาระมอญแทนภาษามอญ พม่าจึงเข้าถึงและยึดกุมมอญไว้ได้ จนภาษามอญอาจสิ้นความจำเป็น นอกจากนี้ ในช่วงที่ราชาธิราชยุทธนาฉบับนายปันหละได้รับการเผยแพร่นั้น ยังประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญพม่าฉบับแนวทางสังคมนิยม(ฉบับ ค.ศ. ๑๙๗๔)เพิ่งประกาศให้มีรัฐมอญในพื้นที่จำเพาะแถบเมาะตะมะและสะเทิมโบราณ ซึ่งสอดคล้องกับการรับรู้ของมอญที่เชื่อว่าเป็นพื้นที่ตั้งของอาณาจักรแรกของชนชาติมอญในแผ่นดินเมียนมา ส่วนพื้นที่แถบเมืองพะโค(หงสาวดี)และเมืองพะสิมของมอญนั้น พม่าอ้างว่าต่างตกอยู่ใต้อำนาจพม่าก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดเป็นอาณานิคมเสียอีก มอญจึงเหมาะที่จะเป็นรัฐเล็ก ๆ ซึ่งกินพื้นที่อ้อมอ่าวเมาะตะมะด้านตะวันออกที่มีปากน้ำสาละวินผ่ากลางรัฐมอญ

มอญในฐานะชนชาติเก่าแก่ในอุษาคเนย์และตัวแสดงหลักในราชาธิราชยุทธนานั้น ดูเหมือนจะช่วยให้ “มอญ” มีตัวตนที่ฝังจมกับอดีตอันยิ่งใหญ่ คล้ายกับเป็นรากแก้วให้ชนชาติอื่นอย่างพม่าได้เติบสาร ส่วนการที่ฝ่ายพม่ายกย่องมอญและราชาธิราชยุทธนานั้น ก็ด้วยไม่อาจขืนต่อ “อุดมคติทางเชื้อชาติ” ที่หากฝืนก็รังแต่จะก่อความขัดแย้งไม่สิ้นสุด

มอญนั้นไม่อยากถูกลืม และพม่าก็ไม่อาจกดมอญให้จนมุม จึงต้องยอมรับราชาธิราชยุทธนาให้เป็นเครื่องเคียงพงศาวดารและประวัติศาสตร์เมียนมา และยิ่งกว่านั้นราชาธิราชยุทธนายังถูกแปรค่าเป็นเพียงภาพสะท้อนยุคไร้เอกภาพในภาวะขาดผู้นำดีอย่างอโนรธา บุเรงนอง และอลองพญา  ส่วนการที่ตำราเรียนพม่าบรรจุตอนสมิงพระรามอาสาสู้ศึกจีนเพื่อปกป้องแผ่นดินพม่าและมอญนั้น แท้จริงคือ “ตรรกะแห่งการผนวกรวม” ที่ชี้ว่าครั้งหนึ่งมอญกับพม่านั้นจำต้องร่วมต้านภัยภายนอกเพื่อสันติสุขร่วมกัน มิใช่ต่างฝ่ายต่างแยกแผ่นดินกันอยู่ จนเป็นช่องโหว่ให้ศัตรูรุกราน

วิรัช นิยมธรรม